Travel

2006/Aug/23

มหกรรมชุมชนอนุรักษ์ทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า
สิงหาคม 2549 ณ แม่ฮ่องสอน ...

ช่วงต้นเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมาเพื่อนที่เชียงของโทรมาบอกว่าจะมีงานมหกรรมชุมชนอนุรักษ์ทรัพยกรธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า ที่ จ.แม่ฮ่องสอน และภายในงานก็จะมีการแสดงวัฒนธรรมชนเผ่า และการแสดงดนตรีจากศิลปินปกาเกอญอคือ ชิ สุวิชาน และตือโพ ซึ่งผู้จัดงานก็อยากได้ศิลปินจากที่อื่นมาร่วมด้วยที่ไม่ยุ่งยากเรื่องการจัดการทั้งค่าเดินทาง ค่าตัว หรืออื่นๆ ทำให้ชื่อของผมถูกเอ่ยขึ้นมาในวงประชุม และหลังจากได้ข้อสรุปเพื่อนและคณะทำงานจึงติดต่อมาทันที พอทราบรายละเอียดเบื้องต้นของงานและการจัดการเรื่องค่าพาหนะเดินทางเรียบร้อย ผมก็ไม่รั้งรอที่จะตอบรับเขาไป

งานนี้จัดขึ้นระหว่าง 17 - 19 ส.ค. 49 เป็นการมาร่วมกันแสดงพลังของพี่น้องชนเผ่าต่างๆ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ป่า เพื่อให้คนภายนอกในรับรู้และเข้าใจว่าพวกเขาไม่ใช่ต้นเหตุของการตัดไม้ทำลายป่า แต่ทว่า อยู่ร่วมกับป่าอย่างรู้คุณค่าและเกื้อกูลกัน

นอกจากการไปเล่นดนตรีแล้ว ผมยังได้ประโยชน์หลายประการจากการไปร่วมงานนี้1) คือ ได้พบปะพี่ๆ น้องๆ เก่า ใหม่คนคุ้นเคยกันทั้งจากเชียงของ เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน 2) ได้แลกเปลี่ยนความคิดดีๆ หลายเรื่อง กับผู้คนที่พบปะ เช่น ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ข้อเตือนใจต่อการทำงานของนักวิจัยที่ถ้ำผีแมน ระหว่างความเชื่อเรื่องผีของชาวบ้าน กับ เอกสารของราชการ ที่นำมาสู่ความไม่เข้าใจในการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม และ 3) ได้ท่องเที่ยว สัมผัสบรรยากาศของเมืองแม่ฮ่องสอนแบบเต็มๆ เป็นครั้งแรก ในช่วง 3 คืน 4 วัน เพราะตอนเรียนที่ราชมงคลผมเคยไปเที่ยวปาย น้ำตกแม่สุรินทร์ ทุ่งดอกบัวตองที่ดอยแม่อูคอ โดยแวะเมืองแม่ฮ่องสอนเพียงครึ่งชั่วโมง และผมก็ไปเจอร้านหนังสือเล็กๆ ชื่อ "ร้านช้าง" ที่น่ารักและมีหนังสือดีๆ ที่เยอะมาก ทำให้ผมต้องควักกระเป๋าซื้อหนังสือและหอบกลับมาเกือบ 900 บาท

งานนี้ก็ถือว่าคุ้มค่ามาก ได้เดินทางอย่างดี พักในที่ดีๆ แม้จะมีค่าตัวเหลือติดมือพอเป็นค่าแท็กซี่ซักเล็กน้อย เท่านี้ก็สุดคุ้มจริงๆ ชีวิตเรา "เจ้าศิลปิน จร - จัด..."

------------------------------

2006/Jul/17

Go to home.

...

" คิดนึกย้อนถึงวันเก่าๆ มีสุขเคล้า เศร้าปน

ก็คนดิ้นรนหนทางที่เป็น อยากเห็น ให้สวยงาม

ผู้ที่ไปเพื่อใฝ่หาความ ผู้ที่อยู่ยังคอยไถ่ถาม

เมื่อพบวันที่ฉันเฝ้าตาม... จะกลับมา "

จากเพลง "ผูกพัน"

2006/Apr/26

To love Luangprabang, Laos # 2

เสน่หาหลวงพระบาง 2

ผมเดินทางมาเยือนหลวงพระบางเป็นครั้งที่ 2 โดยครั้งแรกห่างกันไม่ถึง 4 เดือน นับจากธันวาคม 2548 ถึง เมษายน 2549 เพราะความเสน่หาและหลงรักเมืองหลวงพระบางอย่างยากที่จะถอนตัว และเฝ้าฝันอยู่เสมอว่า สักวัน อยากไปใช้ชีวิตท่ามกลางบรรยากาศอันสงบงามที่นั่น ...

ธันวาคม 2548 ผมเดินทางไปเมืองหลวงพระบางโดยใช้เส้นทางกรุงเทพฯ - หนองคาย - เวียงจันทน์ - หลวงพระบาง ซึ่งเป็นการเดินทางเข้าประเทศลาวเป็นครั้งแรกในชีวิต และเป็นการเดินทางจากเมืองเวียงจันทน์ไปยังหลวงพระบางเพียงคนเดียวพร้อมกับเป้คู่ใจใบเก่าที่อยู่กันมานาน

แต่รอบนี้ 19 - 23 เมษายน 2549 ผมเดินทางกับคณะทั้งหมด 7 คน ประกอบด้วยคนทุกเพศทุกวัย พ่อ แม่ พี่สาว พี่เขย หลานชาย หลานสาว และผม

เป็นคณะเดินทางที่มีขนาดกำลังดีที่ผมสามารถจัดการและอำนวยความสะดวกได้เต็มที่และทั่วถึง เพราะเป็นครั้งแรกของทุกคนในการมาเยือนหลวงพระบาง แต่ก่อนเดินทางผมก็ได้เล่าเรื่องราวต่างๆ พร้อมทั้งเอาหนังสือคู่มือท่องเที่ยวเมืองหลวงพระบางของ คุณศรัณ บุญประเสริฐ ให้อ่าน ทุกคนจึงมาด้วยหัวใจที่ตื่นเต้นพองโต โดยเฉพาะพ่อกับแม่ที่อยากไปเห็นบรรยากาศเก่าๆ เหมือนบ้านเราในอดีตตามคำบอกเล่าของลูกชาย ทั้งพี่สาวและแม่จึงตระเตรียมผ้าถุงเพื่อสวมใส่ให้เหมาะกับการท่องเที่ยววัดในเมืองหลวงพระบาง ทั้งยังเป็นการให้เกียรติและเคารพเจ้าของบ้านและสถานที่ด้วย

--------------------

ผมมีเวลามากกว่าครั้งที่แล้วในการท่องเที่ยวและสัมผัสวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของคนหลวงพระบาง แม้จะเป็นฤดูที่ร้อนอบอ้าว ทว่า บรรยากาศของเมืองที่มีแม่น้ำโขง และน้ำคาน (น้ำของ - น้ำคาน) ไหลผ่าน บวกกับอัธยาศัยและความเป็นอยู่ของผู้คนที่สงบ ง่ายงาม ไม่อึกทึกครึกโครมแม้จะเป็นร้านอาหารหรือตลาด ตามที่ควรจะเป็นเหมือนบ้านเรา จนผมต้องคอยกระซิบบอกเด็กให้พูดคุยกันเบาๆ ขณะที่นั่งอยู่ร้านอาหาร

เช้าวันแรกคงเป็นเพราะความอ่อนล้าจากการเดินทางโดยรถทัวร์ ที่ใช้เวลากว่า 8 ชั่วโมง จากเวียงจันทน์ ทำให้พวกเราตื่นมาร่วมใส่บาตรไม่ทัน แต่ในเเช้าวันที่สองพวกเราจึงตื่นกันให้เช้ากว่าเดิม และก็ได้ร่วมใส่บาตรกับพี่ป้า น้า อา ชาวหลวงพระบาง แต่เรายังไม่ทันได้เตรียวข้าว หรือขนมเลย พระท่านก็ค่อยทยอยเดินมาทีละขบวน 20 บ้าง 30 บ้าง คุณยายชาวหลวงพระบางเห็นว่าเรายังไม่มีอะไรมา จึงแบ่งข้าวให้หนึ่งกระติ๊บให้พ่อกับแม่มาใส่บาตร

เมื่อขบวนแรก ขบวนที่สองผ่านไปเราก็ยังรู้สึกธรรมดา แต่รออยู่พักใหญ่ก็มีขบวนพระสงฆ์ลาวที่คุณยายเล่าว่าท่านมีตำแหน่งเป็น "เจ้าชีวิตของพระ" ที่หลวงพระบาง ซึ่งพวกเราก็เดาเอาว่าน่าจะเป็นคล้ายเจ้าคณะแขวง หรือเจ้าคณะจังหวัดเหมือนเมืองไทย และสิ่งที่ทำให้พวกเราต้องตะลึงมากคือ พระสงฆ์ขบวนนี้เยอะและเหยียดยาวมาก ประมาณด้วยสายตาก็น่าจะถึง 2 - 3 ร้อยรูป

ด้วยความชุลมุนและเกรงว่าจะใส่บาตรไม่ทัน ข้าวที่คุณยายและน้าที่นั่งอยู่ด้านข้างเอาให้ก็หมดไปตั้งแต่ช่วงแรกๆจึงมีแม่ค้าชาวหลวงพระบางนำข้าวและขนมมายื่นใส่มือให้พ่อแม่และพี่สาวผมใส่บาตรอย่างไม่ขาด ผมยืนมองไป ถ่ายรูปไปก็เล็งแล้วว่า งานนี้ต้องโดนฟันราคาเละแน่ สุดท้ายก็ใช่จริงๆ เหมือนตอนที่ผมมาครั้งแรก ที่แม่ค้าต่างก็มารุมเร้าให้ช่วยซื้อและเรียกร้องราคาแบบปฏิเสธไม่ได้ ทำให้พวกเราที่กำลังจะอิ่มบุญ ก็ขุ่นมัวไปตามกัน... แต่ก็เอาเถอะ มันคืออาชีพและโอกาสของเขา ก็ถือว่าทำทานกันไปด้วยเลย

....ว่างแล้วมาเล่าต่อนะ....

------------------------------

* ค่ารถทัวร์ VIP (แอร์ น้ำดื่ม ขนม ห้องน้ำ)

จากเวียงจันทน์ ถึง หลวงพระบาง ราคา 400 บาท(100,000 กีบ )ใช้เวลา 8-9 ชั่วโมง

* ค่าเครื่องบิน สายการบินลาว

จากหลวงพระบาง ถึง เวียงจันทน์ ราคา 2,340 บาท ใช้เวลา 35 - 40 นาที