สงกรานต์ 2550ณ เชียงของ

ยามเย็น ณ ริมน้ำของ...

ถนนสาย เชียงแสน - เชียงของ ในวันที่ฝนโปรยปรายหลังหมอกควันเจือจางไป


อบอุ่น เรียบง่าย และเป็นกันเองที่ "บ้านตำมิละ"...



"กินข้าวแลงกับอ้ายฮัก ม่วนซื่นศิลปกวีกับคนฮู้จัก..." สุขใดจะปาน ณ บ้านครูตี๋
สงกรานต์ปีที่แล้วผมมีโอกาสไปแอ่วเมืองหลวงพระบาง และล่องน้ำของไปถ้ำติ่งกับพ่อแม่ หลานๆ และสาวเจ้า และครั้งนั้นเองที่บทเพลง "สาวหลวงพระบาง" ก็ผุดขึ้นมาระหว่างที่ล่องเรือกลับ ผมรีบจดเนื้อเพลงวรรคนั้นลงสมุด โดยที่น้องนางไม่รู้ ผมได้แต่ยิ้มและแอบมองเธอ พร้อมกับจินตนาการเนื้อเพลงท่อนต่อไป
เมื่อกลับมายังที่พัก ผมจรดปากกาเพื่อถ่ายทอดเนื้อเพลงท่อนที่คิดได้บนเรือลงสมุดอีกครั้ง และเพลงนี้ก็เสร็จสมบูรณ์เมื่อผมกลับมาถึงกรุงเทพฯ ในเวลาต่อมา...
"สาวหลวงพระบาง"
คึดฮอดแคมของเมืองหลวงพระบาง
บ่ อยากเหินห่าง น้องนางผู้แก้มนวล
ย้อนฮักเจ้าหลาย บ่ อยากลาไกลหัวใจคร่ำครวญ
แนมหน้าผู้เจ้าเนื้อนวลท่าทีเซินซวน ฮื้ออ้ายห่วงหา...
จำจากคนฮัก สาวหลวงพระบาง
จำเป็นบางอย่าง เพื่อสร้างทางฮักของเฮา
จากน้องวันนี้ คนดีอย่าได้หงอยเหงา
มื้อหน้าคืนมาคือเก่า เพราะฮักสองเฮา ที่หลวงพระบาง...
* อ้ายขอแต่เจ้า อย่าฟ้าวปันใจให้ไผ
สาวหลวงพระบางมัดใจ บ่าวไทย ได้แล้ว อย่าหลอก
อ้ายสิอดส่าห์ หาเงินมา บ่โดนเกินดอก
น้ำของหม่องเฮานั่งหยอก สิเฝ้าคอยฮ่วมเป็นพยาน....
น้ำของเพิ่นไหล ฮอดไทย ฮอดลาว
คือหัวใจเจ้า กับอ้ายได้มาฮอดกัน
น้ำใจคนดี เจ้ามีเอื้อเฟื้อแบ่งปัน
ให้อ้ายได้มาสัมพันธ์ ฮักแพงจอมขวัญ สาวหลวงพระบาง...
...........................................
ทุกครั้งที่นำไปร้องทั้งทางการและในวงเหล้า ก็พอจะได้รับคำชมจากผู้ฟังอยู่บ้าง ครูตี๋ที่เชียงของบอกว่าเพลงนี้ถ้าฟังอย่างเดียวก็จะคิดว่าคนแต่งเพลงนี้น่าจะต้องเป็นคนลาวแน่ๆ เพราะภาษาก็ออกไปทางภาษาลาวแท้ๆ ที่ทางอีสานก็ไม่ใช้แล้ว อย่างคำว่า "แคมของ = ริมโขง , แนมหน้า = มองหน้า " เป็นต้น ซึ่งผมก็อาศัยความเป็นลูกอีสานและการที่ได้ฟัง ได้สนทนากับพี่น้องลาวมาผสมผสานกันให้ได้ภาษาที่ใกล้เคียงหรือถูกต้องที่สุด จนออกมาเป็นเพลงเช่นนี้แล...
ตอนนี้กำลังเริ่มทำเดโมชุดนี้อยู่ ถ้าเสร็จเรียบร้อยเมื่อไหร่ก็จะรีบส่งข่าวแล้วกัน ส่วนตอนนี้ก็อ่านเนื้อเป็นกวี หรือไม่กวีไปพลางก่อน...